พิชิตความกลัว ที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เมื่อให้พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลง แทบจะไม่มีใครที่ไม่กลัว

อย่างน้อยก็มีหวั่นใจกันบ้าง

กลัวเพราะไม่รู้จะเป็นอย่างไร กลัวว่าจะเป็นหรือไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ไหม

มันกำกวม มันคืออนาคต อนาคตที่ไม่รู้ว่ามันจะจบอย่างไร เหมือนละครชีวิตที่เราคาดเดาตอนจบไม่ได้เลย

เรา จึง กลัว!!

มันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับมนุษย์ ที่ต้องมีความรู้สึก กลัว โกรธ สุข เศร้า เหงา รัก เป็นธรรมดา ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

แต่ที่ผมจะบอกคือ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลงได้

โลกนี้มันให้เราเลือก 2 อย่างด้วยกัน คือ เปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง กับ ถูกโลกบังคับให้เปลี่ยนแปลง

อยู่ที่เราจะเลือกเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยวิธีไหนหละ

“ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงหละ??”

หลายคนอาจตั้งคำถามแบบนี้ เพื่อตัดปัญหาความกลัวไปเลย

ผมบอกเลยว่าแม้วันนี้เราจะไม่เปลี่ยน เราก็หนีไม่พ้นที่จะถูกโลกบังคับให้เราต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าเปลี่ยนไม่ได้เปลี่ยนไม่ทัน ก็ล่มสลายไป เหมือนหลายๆบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก

แม้เราจะไม่เปลี่ยน แม้เราจะไม่พัฒนา แต่โลกมันก็เปลี่ยนและพัฒนาไปอยู่ดี

การเปลี่ยนแปลงมันช่างน่ากลัวจริง แต่การกลัวแล้วไม่ทำเนี่ย ผิดมหันตร์เลย

อยากเปลี่ยนแปลงนะแต่กลัวอะ!!

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ แล้วก็นั่งปลอบใจตัวเองว่า “ที่ที่เป็นอยู่มันก็ดีอยู่แล้วหนิ”

สุดท้ายก็ยอมทนกับสิ่งเดิมๆ เลือกที่จะ “ย่ำ” มากกว่า “ก้าว” ชีวิตจึงไม่ไปไหนสักที

เวลาผ่านไป ผ่านไป ย่ำอยู่กับที่ ชีวิตก็ยังอยู่ที่เดิม

ผมจะบอกอย่างนี้ครับว่า “ถ้าไม่กล้า เราจะไม่ก้าว ถ้าไม่ก้าว ชีวิตก็จะไม่โต ถ้าชีวิตไม่โต แต่โลกมันโต ระวังจะตายเพราะโตไม่ทัน”

แล้วจะทำอย่างไรหละถึงจะพิชิตความกลัวการเปลี่ยนแปลง??

ขั้นแรกเลย คิดไว้เสมอครับว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้ชีวิตเราเติบโตขึ้น ถ้าเปลี่ยนแปลงแล้วมันทำให้เราค้นพบสิ่งที่เราต้องการมาตลอดชีวิต ก็นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ถ้าคิดขั้นต่ำหละ แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ได้มากกว่าเดิม

อย่างน้อยก็ทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักโลกมากขึ้น เก่งมากขึ้น

แล้วถ้าผลลัพธ์ที่ได้ ไม่เป็นดังคิด หรือพูดง่ายๆ คือล้มเหลว หละ

นั่นแหละคือบันไดอีกขั้นสู่ความสำเร็จ เพราะไม่มีคนสำเร็จคนไหนที่ไม่เคยล้มเหลว คนสำเร็จคือคนที่สะสมความล้มเหลวมาเป็นประสบการณ์มามากพอ จนรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงสำเร็จ ความล้มเหลวจะเป็นตัวสอนเราให้เข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น เหมือนนักประดิษฐ์เลื่องชื่อหลายๆ ท่านที่สร้างบางสิ่งจนสะเทือนไปทั้งโลกยังไงหละครับ

แต่ถ้าไม่กล้าซะแล้ว เราจะไม่รู้อะไรเลยนอกจากสิ่งที่รู้มาเท่าเดิม เมื่อรู้เท่าเดิมทำเหมือนเดิม แล้วจะได้สิ่งใหม่ๆได้อย่างไรจริงไหมครับ

ขั้นที่ 2 อย่ารอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยทำ อย่าเก่งก่อนแล้วค่อยเริ่ม

เพราะมันจะไม่มีวันนั้นครับ ชีวิตที่พร้อม ชีวิตที่เพอเฟกนั้นไม่มีอยู่จริง ความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง ตราบใดที่โลกยังพัฒนาไปเรื่อยๆ คำว่าดีที่สุด ไม่มีอยู่จริง ไม่เชื่อลองดูการพัฒนาโทรศัพท์ดูสิ ไม่มีรุ่นไหนดีที่สุดในโลก จริงไหมครับ

จะบอกว่าให้เก่งก่อนค่อยทำ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ครับ มันมีแต่ทำก่อนถึงจะเก่ง ไม่มีใครอยู่ดีๆ ก็เก่งขึ้นมาโดยไม่เคยลองไม่เคยฝึกหรอกครับ มันต้องทำก่อนจึงจะเก่ง คนเก่งๆ ที่เราเห็น เขาก็เคยเป็นคนไม่เก่ง เป็นคนห่วยแตกทั้งนั้นแหละครับ แต่เขาทำทั้งๆที่ไม่เก่ง ฝึกทั้งๆที่ไม่เป็นอะไรเลย

ผมจึงบอกเลยว่า ถ้าเรายังรอ 2 สิ่งนี้อยู่ ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็ยังไม่ได้ทำครับ

ทำตั้งแต่วันที่ยังไม่พร้อมนี่แหละครับ เดี๋ยวจะเกิดการพัฒนาจนเก่งขึ้นมาเอง ยิ่งทำยิ่งเก่ง ยิ่งทำยิ่งไม่กลัว

เจ้าความกลัวมันจะตัวใหญ่มากเมื่ออยู่ในความคิดเรา ยิ่งเราหนี ยิ่งตัวใหญ่ขึ้นๆๆ คิดเยอะ ความกลัวจะตัวใหญ่ แต่มันจะตัวเล็กมาก เมื่อเราหยุดคิดแล้วลงมือทำ มันเป็นอสูรตัวกระเปี๊ยกที่พยายามขู่ให้เรากลัวเท่านั้นเอง

สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า อุปสรรคของการพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเดิม คือคำว่า “ก็มันดีอยู่แล้ว”

คนที่เก่งกาจ เชี่ยวชาญ เขาจะมีความคิดว่า “ที่เป็นอยู่ยังไม่ดีพอ มันยังดีได้กว่านี้ เขาจึงกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่าที่มีอยู่เสมอ รู้ตัวอีกทีเขาก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ กลายเป็นคนสำเร็จในชีวิตไปซะแล้ว