จะแพลนนิ่งทั้งที อย่าแพลนแล้วนิ่ง

ผมว่า คนสมัยนี้เป็นนักวางแผนมากขึ้นนะ ที่เขาชอบวางแผนก็เพราะเขาเริ่มมีฝัน มีเป้าหมายที่แตกต่าง พยายามหาผลลัพธ์ที่แตกต่างกับความเชื่อเดิมๆ คือ

ทำยังไงก็ได้ให้เราเกษียณไวๆ ไม่ต้องรอยัน 60 ปี เหมือนที่ผ่านมา

ถ้าเป็นไปได้ อยากเกษียณอายุสักปีหน้าก็ยิ่งดี

อยากเที่ยว อยากมีเวลาใช้ชีวิตตามใจ ไม่อยากพักผ่อนยามแก่ไม่มีแรงเที่ยว

สิ่งนี้เองทำให้ผมรู้ความจริงอย่างหนึ่งว่า จริงๆแล้ว คนเราถ้าเลือกได้ ถ้าเราไม่ติดปัญหาเรื่องเงิน ไม่มีใครอยากทำงานหรอก

ทุกคนอยากใช้ชีวิตเที่ยวเล่นตามประสามากกว่า

ถ้าให้เลือกได้ระหว่างสิ่งที่ต้องทำ กับสิ่งที่อยากทำ ทุกคนจะเลือกสิ่งที่อยากทำอย่างแน่นอน

อีกอย่างหนึ่ง ณ ตอนนี้ผู้คนเริ่มมีการตั้งคำถามกับตัวเองมากขึ้นกับเส้นทางงานประจำที่เชื่อกันว่าแสนจะมั่นคงดังขุนเขา ว่า มันมั่นคงจริงๆ หรอ!! มันใช่จริงๆไหมเนี่ย จนนำไปสู่การเปิดใจสู่โลกเส้นทางสู่ความสำเร็จทางใหม่ๆ ที่คนทั่วไปไม่เคยคิดมาก่อน

ไม่ใช่ว่างานประจำไม่ดีนะ ทุกอาชีพมีดีหมดครับ สิ่งสำคัญที่ผมอยากถามคือแล้วมันพาให้เราได้ฝันี่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ฝันจริงๆ ตามความคิดของเราหรือเปล่าหละ หรือแค่ตอบโจทย์ฝันที่คนอื่นขีดเส้นให้เราเชื่อว่าเมื่อทำงานนี้เราต้องฝันแบบนั้นกันแน่ หรือเรียกว่า “แพทเทิ่นความฝันในสายงาน”

เพราะสิ่งนี้เองทำให้คนสมัยนี้เริ่มคิดเรื่องการแพลนนิ่งชีวิต มากกว่าปล่อยให้ชีวิตไหลไปเรื่อยๆ ตามท้องเรื่องอาชีพที่เป็น เพื่อหวังว่าผลลัพธ์ในชีวิตจะแตกต่างและดีกว่าคนทั่วไป

แนวคิดที่ต้องการเป็นนายตัวเองจึงเริ่มก่อตัวมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น ยิ่งโลกเข้าสู่ยุคออนไลน์ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผู้คนนิยมแนวคิดแพลนนิ่งมากขึ้นไปอีก มากกว่าฝันที่อยากจะทำงานนั่งโต๊ะสำนักงานแล้วรับเงินเดือน

FCC_3p10b

“แพลนนิ่ง บังเกิด”

เป็นเรื่องที่ดีเลยที่เราเริ่มกล้าที่จะคิด กล้าที่จะแพลน กล้าที่จะมองหาตามเสียงที่ดังอยู่ในตัวเอง รู้เป้าหมาย และมีแผนระยะสั้น กลาง และยาว ของชีวิต

แต่ว่า บางคนก็ยังดีไม่สุด

หลายคน แพลนนิ่ง จริงๆ คือ

“แพลนแล้วนิ่ง”

วางแผน ฝันอยู่ในสมอง แต่ไม่เคยเอาออกมาลงมือทำจริงๆจังๆ สักที

แพลนเลยนิ่ง ไปซะงั้น ไม่เกิดจริงสักที

ทำไมถึงเป็นแบบนั้นหละ??

มีหลากหลายสาเหตุด้วยกันครับ ปะปนกันอยู่ในสาเหตุของผลลัพธ์ในการนิ่ง ซึ่งผมสามารถแยกอารมณ์ความคิดยอดนิยมได้ 3 อารมณ์ด้วยกัน

26-เช้า

  1. กลัว เสี่ยง ไม่กล้าลงมือ

เป็นปกติครับ ที่คนเรานั้นมีความกลัว  ยิ่งสิ่งไหนที่ไม่เคยทำ ยิ่งกลัวเป็นธรรมดา บางครั้งดันกลัวมากกว่าการพบความล้มเหลวในเส้นทางที่คุ้นเคยซะอีก ประมาณว่า เดินไปในเส้นทางใหม่ๆ น่ากลัวกว่าเดินไปในเส้นทางที่คุ้นเคย แต่เป็นทางตันไม่มีทางถึงเส้นชัย น่าแปลกจริงๆ ที่คนทั่วไปเลือกเดินในทางตันมากกว่าทางใหม่

ผมจะบอกอย่างนี้นะครับว่า “อะไรที่เราทำแล้วไม่ตาย เราจะโต” สิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำแน่นอนว่าน่ากลัว เพราะไม่คุ้น แต่พอเรากล้าทำมันลงไปแล้ว สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราทำได้อย่างคุ้นเคย แต่ถ้าทำแต่สิ่งที่เคยทำมา ผลลัพธ์ก็ได้ตราบเท่าที่ได้มานั่นแหละครับ ถ้าพอใจในผลลัพธ์แบบนั้นจริงๆ ก็ทำต่อไปเถอะ แต่ถ้าไม่พอใจ เราต้องกล้าครับ “ไม่กล้า ก็ไม่ก้าวครับ”

  1. ยังไม่พร้อม อยากทำครั้งแรกให้ดีเลย จะได้ไม่เสียหน้า

คนเหล่านี้มักมีความคิดว่า ฉันขอวางแผนให้ดีก่อน แล้วค่อยลงมือทำ กะกำหนดจุดอ่อนจุดแข็งให้ดีๆก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีครับ รอบคอบดี แต่ในความรอบคอบนั้น มันจะบังเกิดความกลัวในความคิดขึ้นมาจนไม่กล้าลงมือทำ

อ่า!! ลองคิดดูดีๆนะ ตั้งแต่ที่ผ่านมา เราเคยคิดว่าพร้อมในการเริ่มทำอะไรบ้างอย่างเป็นครั้งแรกบ้างครับ ขับรถครั้งแรก ก็ไม่พร้อม เข้าโรงเรียนวันแรกก็ไม่พร้อม ทำงานวันแรกก็ไม่พร้อม ทำไมเราผ่านมาได้หละ ไม่มีใครพร้อมในการทำสิ่งใหม่ๆทั้งนั้นแหละครับ และจะไม่มีวันพร้อมหากเรายังไม่เริ่มลงมือทำแล้วปรับแก้ไปเรื่อยๆครั้งแรกที่ทำมักจะห่วยแตกเสมอ คนสำเร็จก็เหมือนกัน ก้าวแรกของเขา ห่วยแตกเสมอ แต่ก้าวที่ห่วยแตกนี่แหละ คือประตูไปสู่ก้าวต่อไป และก้าวต่อไป จนสู่ก้าวแห่งความสำเร็จ

ก้าวแรก ไม่ต้องเพอเฟก ขอแค่ลองลงมือก้าวก็สำเร็จแล้วครับ ถ้ามัวแต่รอ ความสำเร็จก็คงจะบอกเหมือนกันครับว่า งั้นรอไปก่อนหละกัน

  1. รอให้เก่งก่อน ค่อยทำ

ถ้ารอให้เก่งก่อน รอให้ตายก็ไม่เก่งหรอกครับ มีใครคนไหนไหมอะครับที่ไม่ต้องฝึกแล้วเก่งเลย ไม่มีครับ ในวันเริ่มต้นของทุกๆคน รวมถึงคนสำเร็จด้วย เขาเคยเป็นคนกากๆ ไม่เอาไหนกันทั้งนั้นแหละครับ สิ่งที่ทำให้เขาเก่ง คือการที่เขาลงมือทำทั้งๆที่ไม่เก่ง ไม่พร้อมนี่แหละครับ ความคิดที่ว่าเก่งแล้วค่อยทำ มันเป็นไปไม่ได้เลย ความจริงของโลกมันกลับกันนั่นคือ ต้องทำก่อน มันถึงจะเก่ง ถ้ารู้ว่าไม่เก่ง ก็เรียนรู้แล้วทดลองทำดูสิครับ เดี๋ยวมันเก่งเอง

728px-Overcome-Fear-Step-4-Version-2

ทั้งหมดนี้คือสาเหตุหลักแบบคร่าวๆ ที่ทำให้ผลสุดท้ายคือการแพลนแล้วนิ่ง ชีวิตเลยนิ่งตาม

แพลนฝัน ก็กลายเป็นเพ้อฝันไปซะงั้น

น่าเสียดายจริงๆ แพลนแล้วดันนิ่ง

เมื่อสรุปๆแล้วทุกสาเหตุก็ต่างแฝงไปด้วย “ความกลัว” ไม่มากก็น้อย

 

ผมจะบอกอย่างนี้นะครับ “ความกลัวมันจะตัวใหญ่เมื่ออยู่ในความคิด ความกลัวมันจะตัวนิดเมื่อหยุดคิดแล้วลงมือทำ” มันก็แค่ทำเป็นขู่ให้กลัวเฉยๆครับ ไม่ทำอันตรายอะไรหรอก ยิ่งคิดเยอะ ยิ่งคิดนาน ยิ่งหนีไปคิด ความกลัวจะตัวใหญ่ขึ้นๆๆๆ แต่ถ้าลองลงมือทำปุ๊บ ความกลัวจะตัวเล็กลงทันที

สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า

ฝันมันก็คือฝัน จะให้มันเป็นจริงได้ต้องลงมือทำ

การลงมือทำ จึงเป็นบิดาของความสำเร็จทุกอย่าง

คนสำเร็จเขาไม่ได้เขียนฝันไว้ในอากาศแล้วกลับไปนอนฝันหรอกครับ

แต่คนสำเร็จเขาจะเขียนฝันในกระดาษ แล้วไปลงมือทำ

แพลนของเขาจึงเป็นจริง ไม่นิ่งตามหัวข้อบทความนี้ เขาจึงได้ชีวิตที่แสนจะน่าอิจฉา สวยงานตามท้องเรื่องจริงๆ

เอาหละ ตอนนี้เรามีแพลนเรื่องอะไรหละ ลองลงมือทำดู ถ้าคิดดูแล้วว่า ทำแล้วไม่ตาย  เราจะโตขึ้น ถ้ามันเวิร์ค เราจะได้ฝันที่คิดไว้ แต่ถ้าไม่เวิร์ค เราก็ยังมีเวลากลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ทั้งชีวิต แถมมีประสบการณ์นั้นติดตัวไปตลอดเลยหละครับ

หากชีวิตที่สร้างมาจนถึงทุกวันนี้มันไม่ได้เวิร์ค ลองเปลี่ยนดูสักครั้งสิครับ

พิชิตความกลัว ที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เมื่อให้พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลง แทบจะไม่มีใครที่ไม่กลัว

อย่างน้อยก็มีหวั่นใจกันบ้าง

กลัวเพราะไม่รู้จะเป็นอย่างไร กลัวว่าจะเป็นหรือไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ไหม

มันกำกวม มันคืออนาคต อนาคตที่ไม่รู้ว่ามันจะจบอย่างไร เหมือนละครชีวิตที่เราคาดเดาตอนจบไม่ได้เลย

เรา จึง กลัว!!

มันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับมนุษย์ ที่ต้องมีความรู้สึก กลัว โกรธ สุข เศร้า เหงา รัก เป็นธรรมดา ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

แต่ที่ผมจะบอกคือ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลงได้

โลกนี้มันให้เราเลือก 2 อย่างด้วยกัน คือ เปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง กับ ถูกโลกบังคับให้เปลี่ยนแปลง

อยู่ที่เราจะเลือกเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยวิธีไหนหละ

“ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงหละ??”

หลายคนอาจตั้งคำถามแบบนี้ เพื่อตัดปัญหาความกลัวไปเลย

ผมบอกเลยว่าแม้วันนี้เราจะไม่เปลี่ยน เราก็หนีไม่พ้นที่จะถูกโลกบังคับให้เราต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าเปลี่ยนไม่ได้เปลี่ยนไม่ทัน ก็ล่มสลายไป เหมือนหลายๆบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก

แม้เราจะไม่เปลี่ยน แม้เราจะไม่พัฒนา แต่โลกมันก็เปลี่ยนและพัฒนาไปอยู่ดี

การเปลี่ยนแปลงมันช่างน่ากลัวจริง แต่การกลัวแล้วไม่ทำเนี่ย ผิดมหันตร์เลย

อยากเปลี่ยนแปลงนะแต่กลัวอะ!!

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ แล้วก็นั่งปลอบใจตัวเองว่า “ที่ที่เป็นอยู่มันก็ดีอยู่แล้วหนิ”

สุดท้ายก็ยอมทนกับสิ่งเดิมๆ เลือกที่จะ “ย่ำ” มากกว่า “ก้าว” ชีวิตจึงไม่ไปไหนสักที

เวลาผ่านไป ผ่านไป ย่ำอยู่กับที่ ชีวิตก็ยังอยู่ที่เดิม

ผมจะบอกอย่างนี้ครับว่า “ถ้าไม่กล้า เราจะไม่ก้าว ถ้าไม่ก้าว ชีวิตก็จะไม่โต ถ้าชีวิตไม่โต แต่โลกมันโต ระวังจะตายเพราะโตไม่ทัน”

แล้วจะทำอย่างไรหละถึงจะพิชิตความกลัวการเปลี่ยนแปลง??

ขั้นแรกเลย คิดไว้เสมอครับว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้ชีวิตเราเติบโตขึ้น ถ้าเปลี่ยนแปลงแล้วมันทำให้เราค้นพบสิ่งที่เราต้องการมาตลอดชีวิต ก็นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ถ้าคิดขั้นต่ำหละ แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ได้มากกว่าเดิม

อย่างน้อยก็ทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักโลกมากขึ้น เก่งมากขึ้น

แล้วถ้าผลลัพธ์ที่ได้ ไม่เป็นดังคิด หรือพูดง่ายๆ คือล้มเหลว หละ

นั่นแหละคือบันไดอีกขั้นสู่ความสำเร็จ เพราะไม่มีคนสำเร็จคนไหนที่ไม่เคยล้มเหลว คนสำเร็จคือคนที่สะสมความล้มเหลวมาเป็นประสบการณ์มามากพอ จนรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงสำเร็จ ความล้มเหลวจะเป็นตัวสอนเราให้เข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น เหมือนนักประดิษฐ์เลื่องชื่อหลายๆ ท่านที่สร้างบางสิ่งจนสะเทือนไปทั้งโลกยังไงหละครับ

แต่ถ้าไม่กล้าซะแล้ว เราจะไม่รู้อะไรเลยนอกจากสิ่งที่รู้มาเท่าเดิม เมื่อรู้เท่าเดิมทำเหมือนเดิม แล้วจะได้สิ่งใหม่ๆได้อย่างไรจริงไหมครับ

ขั้นที่ 2 อย่ารอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยทำ อย่าเก่งก่อนแล้วค่อยเริ่ม

เพราะมันจะไม่มีวันนั้นครับ ชีวิตที่พร้อม ชีวิตที่เพอเฟกนั้นไม่มีอยู่จริง ความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง ตราบใดที่โลกยังพัฒนาไปเรื่อยๆ คำว่าดีที่สุด ไม่มีอยู่จริง ไม่เชื่อลองดูการพัฒนาโทรศัพท์ดูสิ ไม่มีรุ่นไหนดีที่สุดในโลก จริงไหมครับ

จะบอกว่าให้เก่งก่อนค่อยทำ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ครับ มันมีแต่ทำก่อนถึงจะเก่ง ไม่มีใครอยู่ดีๆ ก็เก่งขึ้นมาโดยไม่เคยลองไม่เคยฝึกหรอกครับ มันต้องทำก่อนจึงจะเก่ง คนเก่งๆ ที่เราเห็น เขาก็เคยเป็นคนไม่เก่ง เป็นคนห่วยแตกทั้งนั้นแหละครับ แต่เขาทำทั้งๆที่ไม่เก่ง ฝึกทั้งๆที่ไม่เป็นอะไรเลย

ผมจึงบอกเลยว่า ถ้าเรายังรอ 2 สิ่งนี้อยู่ ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็ยังไม่ได้ทำครับ

ทำตั้งแต่วันที่ยังไม่พร้อมนี่แหละครับ เดี๋ยวจะเกิดการพัฒนาจนเก่งขึ้นมาเอง ยิ่งทำยิ่งเก่ง ยิ่งทำยิ่งไม่กลัว

เจ้าความกลัวมันจะตัวใหญ่มากเมื่ออยู่ในความคิดเรา ยิ่งเราหนี ยิ่งตัวใหญ่ขึ้นๆๆ คิดเยอะ ความกลัวจะตัวใหญ่ แต่มันจะตัวเล็กมาก เมื่อเราหยุดคิดแล้วลงมือทำ มันเป็นอสูรตัวกระเปี๊ยกที่พยายามขู่ให้เรากลัวเท่านั้นเอง

สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า อุปสรรคของการพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเดิม คือคำว่า “ก็มันดีอยู่แล้ว”

คนที่เก่งกาจ เชี่ยวชาญ เขาจะมีความคิดว่า “ที่เป็นอยู่ยังไม่ดีพอ มันยังดีได้กว่านี้ เขาจึงกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่าที่มีอยู่เสมอ รู้ตัวอีกทีเขาก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ กลายเป็นคนสำเร็จในชีวิตไปซะแล้ว

รับชมแทงบอลออนไลน์

ตั้งแต่สมัยเด็กจนโตมานั้น เราจะได้พบกับสื่อแบบหนึ่ง เป็นสื่อข้างๆตัว สื่อที่ไม่ต้องเสียเงินหรืออันที่จริงแล้ว เสียเงินไปโดยไม่รู้สึกตัวนั่นเอง เข้าถึงง่ายยิ่งกว่าสื่อพิมพ์ และแน่นอนว่าต้องเข้ามาถึงยากเข็ญกว่าสิ่งๆนั้นก็คือโรงภาพยนตร์ และสิ่งที่เรากำลังอ้างถึงนั้นก็คือสื่อประเภทวิทยุโทรภาพนั่นเอง ซึ่งสื่อลักษณะนี้ หากไม่ได้ถูกคัดแยกมาจากภาครัฐบาลแล้วละก็คงเป็นการง่ายดายที่จะเข้าหาผู้เยาว์ที่ไม่มีความคิดและหัวคิดในการคัดแยกกรองอีกด้วย ซึ่งแม้ว่าถาม ว่าแล้วสื่อพวกที่อยู่ในโทรทัศน์นี้มันมีรุนแรงอย่างไร นอกจากละครแล้วก็มีรายการเกมโชว์ แทงบอลออนไลน์ ประเภทเล่นเกมเปิดแผ่นป้าย ที่มีข้อตกลงว่าให้คัดเลือกแผ่นป้ายไหนก็ได้ หากเลือกถูกเปิดถูกของผลตอบแทนก็จะได้ไป แต่ถ้าเปิดไม่เจออะไรก็ไม่ได้อะไรเลย และอีกอย่างตกว่าการตอบปัญหาหากตอบคำถามถึงข้อสูงๆแล้วไม่ยอมจำนน ยังอยากจะตอบปัญหาต่อก็จะไม่ได้สิ่งตอบแทนอะไรเลย ถ้าไม่ยอมแพ้ตั้งแต่ข้อเมื่อก่อนนี้ หรือความเสี่ยงทายอะไรหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสื่อ พวกคุณๆเคยพินิจอะไรไหมคะว่านี่เองคือการพนัน การเสี่ยงโชคแบบที่ใครๆหลายๆคนหรือแม้กระทั่งตัวคุณเอง ไม่ทราบได้ว่านี่หรือคือการเดิมพัน เพราะทางรายการหรือที่ทำการเนี่ย ก่อนที่สร้างสรรค์รายการหรือกำเนิดรายการลักษณะนี้ออกมาได้นั้น ต้องทำการขอยอมให้กับทางกรมเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งชาติมาก่อนเพราะมันคือการพนัน การเดิมพันแบบเนียนๆเลยก็ว่าได้ บางช่วงการพนันก็คือสื่อสิ่งเพลิดเพลินที่เข้าถึงเราได้ง่ายๆยังงี้แหละค่ะ โดยเหตุนั้นเราควรใคร่ครวญแต่ละรายการให้ดี และควรชี้แนะให้ผู้เยาว์เวลารับชมด้วย เป็นการอบรมเด็กให้รู้เรื่องว่าอันไหนแบบไหนไม่ดี เพราะเด็กเปรียบเหมือนกับผ้าขาว เราควรเอาใจใส่ตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าโตขึ้นไปแล้วไปติดการเดิมพัน โดยที่เค้าไม่รู้ตัว